เจ้าแม่กวนอิม แต่เดิมก็เป็นผู้ชาย และทำไมถึงกลายมาเป็นผู้หญิง?

February 12, 2020 shantideva edit 0

ก่อนหน้าที่“ กวนอิม” จะกลายเป็น“ เจ้าแม่” (แถมยังเป็นเจ้าหญิงในรูปแบบของความเป็นหญิงจนได้รับอัญเชิญมาจากแบรนด์) หรือเครื่องสำอางค์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกในประเทศอิตาลี) พระนางเคยเป็นผู้ชายมาก่อนแล้วครั้งเล่าที่ยังคงมีอยู่ แต่ในชมพูทวีปและภ ูมิภาคอื่น ๆ นะครับ จะมีเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกอันที่มี“ จีน” เป็นศูนย์กลางสำคัญทางวัฒนธรรมและการเมืองที่ได้รับการทำลายล้างเสียใหม่ได้รับการแปลจาก“ หนุ่มสาว” ก่อนที่จะส่งต่อเจ้าหญิงองค์ สิ่งที่เรียกว่าชาวจีนโพ้นทะเล เพราะครั้งแรกที่ได้รับการยืนยันว่าผู้มารับทราบว่า“ พระอลโลกิเตอรวร” ก็ถือได้ว่าเป็นพระโพธิสัตว์ระดับหน้าจอหนึ่งในพุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่รู้จัก กันเป็นอย่างดี และก็ยังคงมีอยู่เรื่อย ๆ จนหมดความอดทนเมื่อได้รับยาเสพติดมาถึงแผ่นดินมังกรในช่วงแรก ๆ ในช่วงหลังราชวงศ์ฮั่นคือหลัง 767 ที่จีนได้เข้ามาในยุคสามก๊ก (767) บางท่านก็เชื่อว่าศาสนาพุทธได้เดินทางมาถึงประเทศจีนตั้งแต่ในช่วงปลายยุคราชวงศ์ฮั่นแล้ว) สถานะทางเพศของนักบวชอยู่ไม่ว่าจะเป็นเพศหญิง ดร. อภิสิทธิ์เวชชาชีวะนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งอุ้มท้องผู้เชี่ยวชาญในประเทศจีน จิวะนอร์ทเทอเรนจิโอนอร์ทเทิร์นเทวรูปแห่งความเมตตากรุณาบอกเล่าเรื่องราวของความรักของผู้หญิง อยู่ในยุคที่จีนเรียกว่ายุคห้าชนเผ่าสิบหกแคว้นซึ่งจะเริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ. 857 คือประมาณ 100 ปีหลังจากพุทธศาสนาได้ถูกเผยแพร่เข้ามาในดินแดนจีน อ.อชิรัชญ์ ยังระบุต่อไปด้วยว่า ในยุคสมัยต่อมาอย่างราชวงศ์ถัง อันเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดสมัยหนึ่งของจีน ได้มีจิตรกรในราชสำนักที่ชื่อ อู่เต้าจื่อ (มีชีวิตอยู่ระหว่าง พ.ศ.1223-1302) ได้วาดภาพพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ขึ้น โดยมีแบบมาจากหญิงสาวในราชสำนัก แต่ในสมัยนี้พระโพธิสัตว์ท่านก็ยังทรงครองเพศชายอยู่นะครับ เพราะอย่างน้อยท่านก็ยังทรงไว้พระมัสสุคือหนวด อยู่ที่เหนือริมพระโอษฐ์ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ในช่วงปลายของราชวงศ์ดังกล่าว (ราชวงศ์ถังสิ้นสุดลงเมื่อ พ.ศ.1450) ก็เริ่มมีความนิยมในการพูดถึงการจำแลงพระวรกายลงมาช่วยเหลือมนุษย์ ในรูปร่างต่างๆ ของพระอวโลกิเตศวร (อย่างที่เคยนิยมมาก่อนแล้วในอินเดีย) แน่นอนว่า หนึ่งในรูปจำแลงเหล่านั้นก็มีที่เป็น “ผู้หญิง” อยู่ด้วย แต่ก็ยังไม่มีการสร้างรูปของพระอวโลกิเตศวรในฐานะของผู้หญิงอยู่ดี เราต้องรอจนถึงยุคราชวงศ์ซ่งเหนือ (พ.ศ.1503-1669) โน่นเลย กว่าที่พระโพธิสัตว์พระองค์นี้ จะครองเพศเป็นผู้หญิงโดยสมบูรณ์ ดังจะเห็นได้ว่า ประติมากรรมจากวัดถ้ำม่ายจีซาน ที่สร้างขึ้นในยุคราชวงศ์ที่ว่า ได้สร้างรูปพระอวโลกิเตศวรครองเครื่องนุ่งห่มด้วยเสื้อคอปิด อย่างสตรีในยุคราชวงศ์ซ่ง ซึ่งก็คงจะได้รับอิทธิพลมาจากสิ่งที่สั่งสมกันมาข้างต้นนั่นแหละ อ.อชิรัชญ์ให้ข้อมูลทิ้งท้ายเอาไว้อย่างนั้น ผมรับฟัง อ.อชิรัชญ์ ด้วยความสบายใจ เพราะข้อมูลจากอาจารย์สาวโสดสนิทท่านนี้ ที่ชาวจีนเชื่อว่าคือ ปาง, พระชาติ หรือรูปจำแลงหนึ่งของ “พระอวโลกิเตศวร” ในรูปของผู้หญิง ซึ่งก็คือ “เจ้าแม่กวนอิม” นั่นเอง หลักฐานเก่าแก่ที่สุดของนิทานเรื่อง “เจ้าหญิงเมี่ยวซ่าน” พบอยู่บนศิลาจารึกสองหลัก ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วงใกล้เคียงกันคือ จารึกที่เรียกว่า จารึกเจี่ยงจือฉี ตามชื่อของผู้สร้างจารึก ซึ่งถูกจารขึ้นเมื่อ พ.ศ.1643 แต่ถูกแก้ไข และเพิ่มเติมข้อความในอีก 4 ปีต่อมาคือ พ.ศ.1647 และสำเนาของชิ้นส่วนจารึกหมายเลข 02202 จากห้องสมุดฟู่ซือเหนียน (ห้องสมุดจีนศึกษาแห่งนานกัง ประเทศไต้หวัน, Library of the Academic Sinica at Nan Kang) ซึ่งระบุปี พ.ศ.1647 เช่นกัน แน่นอนว่าจารึกทั้งสองทั้งสองหลักนี้ว่ากันด้วยเรื่องบุญญาบารมีของ “เจ้าหญิงเมี่ยวซ่าน” พระชาติหนึ่งของ “พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร” ที่ถูกทรมานและทรกรรมโดยพระราชบิดาของพระนาง อันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ “เจ้าแม่กวนอิม” ที่ชาวจีนทั้งหลาย ไม่ว่าจะแผ่นดินใหญ่ แผ่นดินเล็ก เกาะฮ่องกง หรือเกาะไต้หวัน รวมไปถึงบรรดาชาวจีนโพ้นทะเลรู้จักกันดีนั่นเอง แถมช่วงเวลาที่มีการจดจารจารึกทั้งสองหลักดังกล่าว มันตรงกันกับยุคที่จีนถูกปกครองโดยราชวงศ์ซ่งเหนือที่ อ.อชิรัชญ์ คนดีคนเดิมให้ข้อมูลว่า เริ่มมีการสร้างประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ในรูปของผู้หญิง ซึ่งก็น่าจะพอเรียกได้ว่าคือ “เจ้าแม่กวนอิม” ในวัดถ้ำม่ายจีซานนั่นแหละนะครับ พูดง่ายๆ ว่าเรื่องของ “เจ้าหญิงเมี่ยวซ่าน” คือสิ่งที่มอบสิทธิธรรม และเติมเต็มความเป็นหญิง ให้กับพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในสังคมจีน แต่สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือว่า ทำไมชาวจีนจะต้องแปลงพระโพธิสัตว์พระองค์นี้ให้เป็นสาวด้วย? ในขณะที่พุทธศาสนาถูกเผยแผ่เข้ามาในสังคมอุษาคเนย์ของเรา เมื่อประมาณ พ.ศ.1000 นั้น ศาสนาดั้งเดิมคือศาสนาผี ให้ความสำคัญกับผู้หญิงเป็นหลัก ผีของเราจึงมักจะเป็น “ผีผู้หญิง” อะไรที่ใหญ่ๆ โตๆ ก็มักจะเรียกนำหน้าด้วยคำว่า “แม่” เช่น แม่น้ำ แม่พิมพ์ หรือแม้กระทั่งตำแหน่งของผู้ชายอย่างแม่ทัพ เรียกได้ว่า เป็นสังคมที่มีผู้หญิงเป็นใหญ่ และศาสนาพุทธ (รวมถึงพราหมณ์-ฮินดู ที่ก็อิมพอร์ตจากอินเดียเข้ามาเหมือนกัน) ก็คือศาสนาที่มอบอำนาจให้กับผู้ชาย มากกว่าที่เคยเป็นมา ดูง่ายๆ ก็จากนักบวช ที่ต้องเป็นเฉพาะผู้ชายนี่แหละ แต่เมื่อสมัยที่พุทธศาสนาแผ่กระจายเข้าสู่ดินแดนของพวกจีนนั้น ศาสนาขงจื๊อที่มอบอำนาจอย่างเต็มรูปแบบแก่ “ผู้ชาย” ได้ถูกสถาปนาเป็นศาสนาประจำจักรวรรดิแห่งราชวงศ์ฮั่นของพวกเขามานานนมแล้ว โดยเฉพาะในราชสำนัก ที่ใช้คำสอนของขงจื๊อเป็นหลักในการบริหารจัดการทั้งจักรวรรดิ และสังคมวัฒนธรรม ดังนั้น เมื่อศาสนาจากต่างแดนอย่างศาสนาพุทธถูกอิมพอร์ตเข้ามา จึงกลายเป็นที่พึ่งพิงของบรรดาผู้หญิงในจีนมันไปเสียอย่างนั้น ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ ก็คือ การที่จักรพรรดินีพระองค์แรก และพระองค์เดียวของจีนอย่าง พระนางอู่เจ๋อเทียน (ที่ไทยเราชอบออกเสียงตามสำเนียงฮกเกี้ยนว่า บูเช็กเทียน ซึ่งมีชีวิตอยู่ระหว่าง พ.ศ.1167-1248) ที่ทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างแทบจะหาที่เปรียบมิได้ และก็ไม่ต้องสงสัยว่า บรรดาขุนนางที่แวดล้อมอยู่รอบพระวรกายของพระองค์ ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ชายที่ยึดมั่นตามขนบความเชื่อแบบขงจื๊อแทบทั้งนั้น …..อ่านต่อ