No Image

ตำนานทวยเทพ “ธอร์” เทพเจ้าสายฟ้า ในตำนานท่านจะเฟี้ยวเหมือนในหนังหรือเปล่านะ…

February 19, 2020 shantideva edit 0

ธ อร์ที่เรารู้จักกันในคอมมิคหรือภาพยนตร์ในฐานะซูเปอร์ฮีโร่ชาวแอสการ์ดในอีกโลกหนึ่งในโลกแห่งสายฟ้าที่อยู่ในตำนานปรัมปราของพวกเขาเหมือนกัน วันนี้เราจะมาเล่าเรื่องราวของเทพอสูรสายฟ้าในตำนานที่เล่าขานกันว่าจะเป็นอย่างไรหรือจะเป็นเรื่องราวต่าง ๆ ในภาพยนตร์หรือไม่ก็ต้องให้ผู้ชมได้รับชมกัน เอาเอง ในตำนานทวยเทพของนอร์ส ธอร์ เป็นชายวัยกลางคนที่มีสีผมและหนวดเคราสีแดง ถืออาวุธประจำกายเป็นค้อนทรงอานุภาพที่เรียกว่า “โยเนียร์” ธอร์เป็นนักรบที่แข็งแกร่ง แถมยังมาพร้อมกับพลังแห่งสายฟ้า เขามักเข้าต่อสู้กับ โยตุน เผ่าพันธุ์ประหลาด และ จอร์มันแกรน งูยักษ์ที่ถูกทำนายว่าจะทำให้เหล่าทวยเทพถึงคราวินาศ                                                                                              เทพเจ้าแห่งสายฟ้า ในตำนานทวยเทพของนอร์ส ธอร์นั้นถือเป็นคนสำคัญอันดับสองรองลงมาจากโอดินผู้เป็นบิดา แต่นอกจากชาวนอร์สแล้ว ยังมีชาวเยอรมันอีกบางส่วนที่นับถือว่าธอร์เป็นเทพเจ้าแห่งสายฟ้า แต่อาจจะเรียกด้วยชื่อที่แตกต่างกัน แต่ไม่ว่าจะเรียกด้วยชื่อไหน ต่างก็แปลว่า “สายฟ้า” ทั้งสิ้น ในส่วนรูปลักษณ์ของธอร์ ว่ากันว่าเขาเป็นชายวัยกลางคนมาพร้อมหนวดเคราและดวงตาสีแดง เขาเป็นบุตรแห่งโอดินและโยโรเทพีแห่งผืนดิน ส่วนภรรยาของธอร์ ก็กล่าวกันว่าคือ ซิฟ นอกจากนี้ ธอร์ยังถูกยกย่องให้เป็นเทพเจ้าที่เก่งกาจที่สุดในบรรดาเทพของนอร์สอีกด้วย แต่จะถูกมองว่าสติปัญญาไม่สูงเท่าใดนัก โยตุนผู้เป็นศัตรูมักกลั่นแกล้งให้ธอร์ใช้ปัญญาอยู่เสมอ ธอร์ยังมีอารมณ์ฉุนเฉียว โมโหง่าย หากใครกล้าหยอกล้อ หรือล้อเลียน เขาจะหยิบโยเนียร์ไปฟาดทันที และชาวนอร์สก็เชื่อว่าที่มีสายฟ้าฟาดลงมายามฝนตก ก็เพราะว่าธอร์กวัดแกว่งค้อนโยเนียร์นั่นเอง อาวุธศักดิ์สิทธิ์ เป็นที่ทราบกันดีว่า ค้อนโยเนียร์ คู่ใจของเทพเจ้าธอร์นั้นถูกตีขึ้นโดยเผ่าคนแคระ โยเนียร์จึงเป็นอาวุธที่มีพลังต่างๆ ในตัวเอง เช่น เมื่อขว้างออกไปแล้ว มันสามารถถูกเรียกให้กลับมาหาตัวผู้ขว้างได้อีกด้วย แต่นอกจากค้อนโยเนียร์ที่เราเห็นแล้ว ธอร์ยังมีเข็มขัดวิเศษ เม็กกิ้งจาร์ด ที่หากใครสวมใส่แล้วจะมีพละกำลังเพิ่มมากขึ้นถึง 2 เท่า ที่ต่างไปจากในภาพยนตร์มากๆ ก็คือ เทพเจ้าธอร์ยังมีแพะคู่ใจอีก 2 ตัวได้แก่ Tanngnjóstr และ Tanngrisnir แพะ 2 ตัวนี้เป็นผู้ลากรถลากที่เป็นพาหนะของธอร์ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ สุดท้ายเจ้าแพะคู่ใจของธอร์ทั้ง 2 ตัวก็ถูกฆ่านำมาทำอาหาร แต่เมื่อใดที่กระดูกของพวกมันยังไม่ถูกทำลาย เจ้าแพะก็ยังสามารถฟื้นร่างกลับมามีชีวิตอีกครั้งได้ภายในชั่วข้ามคืน รื่องเล่าของเทพเจ้าธอร์ ในตำนานทวยเทพของนอร์ส มีหลายเรื่องเล่าเกี่ยวกับธอร์ แต่เรื่องที่นิยมมากที่สุดมีอยู่ว่า เมื่อค้อนโยเนียร์ของธอร์ได้หายไป โลกิ น้องชายของธอร์ก็ที่ล่วงรู้ความจริงได้ว่า โยตุนตนหนึ่งชื่อ ทริม เป็นคนนำค่อนไปซ่อนเอาไว้ โดยทริมมีข้อแม้ว่าจะคืนโยเนียร์ให้ก็ต่อเมื่อ เทพีเฟรยา ภรรยาของโอดิน ยินยอมแต่งงานกับเขานั่นเอง จากนั้นธอร์และโลกิจึงรีบไปพบเฟรยา และสั่งให้นางยินยอมแต่งงานกับทริม เมื่อเป็นเช่นนั้นเทพีเฟรยาจึงโกรธเกรี้ยว ทำอย่างไรก็ไม่ยอมไปแต่งงานเป็นแน่ จากนั้นเหล่าทวยเทพทั้งหลายจึงต้องออกมาประชุมหารือกันเกี่ยวกับเรื่องนี้ เทพไฮม์ดัล จึงเสนอความคิดให้ธอร์ปลอมตัวเป็นเทพีเฟรยาเพื่อแต่งงานกับทริม น่าเหลือเชื่อที่ธอร์เองก็ยอมตอบตกลงที่จะปลอมตัว ส่วนโลกิเองก็จำเป็นต้องแต่งกายเป็นหญิงสาวเช่นกัน เพื่อตบตาเป็นสาวใช้ของเฟรยา ผลสุดท้ายทริมไม่ทันสงสัย ธอร์จึงได้ค้อนโยเนียร์กลับคืน และระบายความโมโห ฆ่าทริมและเหล่าแขกที่เข้าร่วมงานจนสิ้นซาก สุดท้าย ในวันสิ้นโลกของตำนานทวยเทพชาวนอร์สที่ถูกเรียกว่า แรกนาร็อก (Ragnarok) ธอร์ก็เป็นหนึ่งในบรรดาทวยเทพที่ม้วยมรณาในเหตุการณ์นี้ ในคำพยากรณ์ธอร์จะต้องสู้กับ จอร์มันแกรน งูยักษ์แห่งโลก และถึงแม้ว่าธอร์จะเอาชนะศัตรูได้จนหมด สุดท้ายเขาจะต้องตายด้วยพิษของงูตัวนี้ เป็นไงบ้าง เรื่องราวของธอร์นั้นจะว่าต่างก็ต่างจะว่าคล้ายก็คล้ายกับหนังและการ์ตูนเหมือนกัน พูดง่ายๆ ก็คือธอร์ที่เราเห็นกันในปัจจุบัน ก็มีแรงบันดาลใจมาจากตำนานของนอร์สนี่เอง

เข้าพรรษามหายานและทวาทศธูตะ

February 18, 2020 shantideva edit 0

โดย … ปรมาจารย์ด้านมานุษยวิทยามหิดลระบุว่าส่วนใหญ่ระบุว่าศาสนาพุทธนิกายมหายานไม่มีธรรมเนียมใด ๆ ที่เข้ามาเกี่ยวข้อง แต่ในความจริงแล้วฝ่ายมหายานทั้งในประเทศจีนระยะเวลา 3 เดือนด้วยกัน อากาศ การเข้าพรรษาของมหายานเรียกว่า“ เข้าพรต 3 เดือน” หรือ“ การหยุดพักสงบจิตใจ” ในภาษาจีนที่น่าจะเกิดขึ้นก่อนหน้านี้ 3-6) ส่วนหนึ่งในญี่ปุ่น อย่างที่กล่าวไปแล้วว่าเป็นช่วงเวลาแห่งความตาย ตามบันทึกการจาริกไปดินแดนตะวันตกของพระถังซ่านจั๋งระบุว่าพระสงฆ์ในศาสนาคริสต์ในช่วงเดือนกลาง 5 ถึงกลางเดือน 8 หรือกลางเดือน 6 ​​ถึงกลางเดือน 9 (ในประเทศไทยมักจะเข้าเดือน 8) แห่งเช่นประเทศตุ๋นหรือ Tokhara (แถบซินเจียง) จะเข้าช่วงกลางเดือน 12 ปีเก่าไปกลางเดือน 3 ใหม่ให้ปีกับประชาชนกหนักในห้างหุ้นส่วนจำกัดช่วงนั้น ส่วนหนึ่งในประเทศจีนถือตามธรรมเนียมของคุชราตโดยเข้ามา 5 เดือน แต่ในทางปฏิบัติของจีนและญี่ปุ่นนิยมเข้ากันกลางเดือน 4 ถึงกลางเดือน 7 ที่แบ่งวันต่างประเทศกัน ทราบว่ามี 3 ฤดูฝนมี 4 เดือนแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ 3 เดือนหลัง 3 เดือนไม่นานไปนี้ดูเหมือนว่าจะมี 7 เดือน การเดินทางเข้ามาในเมืองหลวงของประเทศสิงสู่เดือนถึงกลางเดือน 4 โดยไม่จำเป็นต้องมีการเตรียมการ 3 เดือน แต่นักวิชาการบางท่านอุรุกวัย ฤดูฝนของอินเดีย ตรงกับฤดูร้อนของจีนและญี่ปุ่น ที่นั่นจึงเรียกการเข้าพรรษาอีกอย่างว่า นั่งฌานหน้าร้อน เพราะพระสงฆ์จะไม่ได้จำวัดเฉยๆ หากแต่จะปฏิบัติธรรมอย่างเข้มข้น เรียกว่าปฏิบัติธูตะ 12 ข้อฝ่ายมหายานคือการบำเพ็ญภาวนาอย่างอุกฤษฏ์์ เช่น การถือเนสัชชิก (ไม่เอนหลังนอน) ธรรมเนียมนี้ยังรักษาไว้อย่างดี นอกจากนี้ ในวัดนิกายฌานยังมีการเก็บตัวช่วงปลายปีนาน 3 เดือน เรียกว่า นั่งฌานปลายปี ระหว่างกลางเดือน 12 ปีเก่าถึงกลางเดือนอ้ายของปีใหม่ หรือที่ญี่ปุ่นนิยมระหว่างกลางเดือน 12 จนถึงกลางเดือน 3 อันเป็นช่วงที่อากาศกำลังหนาวเหน็บ เรื่องนี้ไม่ปรากฏในพระวินัย แต่อยู่ในพรหมชาลสูตรฝ่ายมหายานที่ระบุให้เข้าพรรษา 2 ช่วง คือหน้าร้อนกับหน้าหนาว อนึ่ง ในช่วงนั่งฌานปลายปี วันที่ 8 เดือน 12 ทางฝ่ายมหายานถือว่าเป็นวันตรัสรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระสงฆ์นิกายฌาน (นิกายฉาน หรือนิกายเซน) จึงมีการนั่งสมาธิและเดินจงกรม ไม่หลับไม่นอนเป็นเวลา 8 วัน เรียกว่า แปดปลายปีสัมผัสใจ (&&3240;&>0843;&>5509;&>4515;) เป็นการปฏิบัติธรรมเข้าพรรษาที่เอากายเอาใจเข้าแลก เมื่อออกพรรษาแล้ว พระสงฆ์จึงสามารถออกบิณฑบาตได้และออกจาริกปฏิบัติธรรม หรือปฏิบัติธุดงควัตรข้อที่เกี่ยวกับการจาริก เช่น การเดินทางแสวงบุญ แสวงหาอาจารย์ ในดินแดนห่างไกล เป็นต้น ไหนๆ ก็เอ่ยถึงธุดงควัตรอันเกี่ยวเนื่องกับการเข้าพรรษาแล้ว จะขออธิบายเรื่องหลักธุดงควัตรของฝ่ายมหายาน (รวมถึงวัชรยานสักเล็กน้อย) หลักธุดงควัตรเป็นวัตรปฏิบัติเพื่อขัดเกลาตนให้สลัดพ้นจากกิเลส พระภิกษุในพระบวรพุทธศาสนาทั้งฝ่ายเถรวาทและมหายานล้วนมีวัตรปฏิบัตินี้เช่นกัน ฝ่ายเถรวาทเรียกว่า “ธุตงฺค” หรือ ธุดงควัตร 13 ฝ่ายมหายานเรียกว่า ธูตงฺคะ 12 หรือ “ธูตคุณฺ” (คุณแห่งการชำระกิเลส) เป็นสิกขาบทที่ผู้ถือโพธิสัตว์ปราติโมกษ์พึงปฏิบัติ ปรากฏในทวาทศธูตะสูตร สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสทวาทศธูตะสูตร ณ วัดเชตวันวิหาร เมืองศราวัตถี (สาวัตถี) เมื่อพระมหากาศยปะ (มหากัสสปะ) มีปุจฉาถึงวัตรแห่งการอยู่อรัญวาส พระตถาคตวิสัชนาว่า ภิกษุผู้อยู่อรัญวาสช่วยให้พ้นราคะ ช่วยชำระกายใจให้บริสุทธิ์ แล้วทรงแจกแจงธูตังควัตร (ธุดงควัตร) 12 ดังข้างต้น แล้วตรัสว่า การปฏิบัติตามวัตรทั้ง 12 นี้ จะช่วยให้การเจริญสมาธิภาวนาก้าวหน้าขึ้นได้ พระสูตรนี้พระคุณภัทระ พระธรรมทูตจากแคว้นมคธ แปลจากภาษาสันสกฤตเป็นภาษาจีนไว้เมื่อปี ที่ 12 และปีที่ 20 แห่งรัชศกหยวนเจีย แห่งราชวงศ์หลิวซ่ง ตรงกับปี 978-986 ที่วัดหว่ากวนซื่อ เมืองหยางตู ธูตงฺคะ 12 สำหรับพระโพธิสัตว์ มีดังนี้ 1.ถือการอยู่ป่าเป็นวัตร 2.ถือการบิณฑบาตเป็นวัตร 3.ถือการบิณฑบาตโดยไม่เลือกเป็นวัตร 4.ถือการฉันจังหันมื้อเดียวเป็นวัตร 5.ถือการฉันพอประมาณในบาตรเป็นวัตร 6.ถือการไม่ฉันหลังเพลเป็นวัตร 7.ถือการนุ่งห่มผ้าบังสุกุลเป็นวัตร 8.ถือการนุ่งห่มผ้าสามผืนเป็นวัตร 9.ถือการอยู่ป่าช้าเป็นวัตร 10.ถือการอยู่โคนต้นไม้เป็นวัตร 11.ถือการอยู่ที่แจ้งเป็นวัตร 12.ถือการไม่นอนเป็นวัตร ในส่วนของทิเบตเองก็ปรากฏหลักธุดงควัตรเช่นกัน ในภาษาสันสกฤตเรียกว่า “ธูตคุณฺ” ปรากฏในคัมภีร์วิมุกติมรรคธูตคุณนิรเทศ (จีนเรียกว่า แปลโดยพระวิทยากรประภา ว่ากันว่า พระศานติเทวะเองก็ปฏิบัติตามวัตรนี้ ในคัมภีร์ธรรมสังคระห์ และคัมภีรค์มหาวยุตปัตติ …..อ่านต่อ

เจ้าแม่กวนอิม แต่เดิมก็เป็นผู้ชาย และทำไมถึงกลายมาเป็นผู้หญิง?

February 12, 2020 shantideva edit 0

ก่อนหน้าที่“ กวนอิม” จะกลายเป็น“ เจ้าแม่” (แถมยังเป็นเจ้าหญิงในรูปแบบของความเป็นหญิงจนได้รับอัญเชิญมาจากแบรนด์) หรือเครื่องสำอางค์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกในประเทศอิตาลี) พระนางเคยเป็นผู้ชายมาก่อนแล้วครั้งเล่าที่ยังคงมีอยู่ แต่ในชมพูทวีปและภ ูมิภาคอื่น ๆ นะครับ จะมีเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกอันที่มี“ จีน” เป็นศูนย์กลางสำคัญทางวัฒนธรรมและการเมืองที่ได้รับการทำลายล้างเสียใหม่ได้รับการแปลจาก“ หนุ่มสาว” ก่อนที่จะส่งต่อเจ้าหญิงองค์ สิ่งที่เรียกว่าชาวจีนโพ้นทะเล เพราะครั้งแรกที่ได้รับการยืนยันว่าผู้มารับทราบว่า“ พระอลโลกิเตอรวร” ก็ถือได้ว่าเป็นพระโพธิสัตว์ระดับหน้าจอหนึ่งในพุทธศาสนาฝ่ายมหายานที่รู้จัก กันเป็นอย่างดี และก็ยังคงมีอยู่เรื่อย ๆ จนหมดความอดทนเมื่อได้รับยาเสพติดมาถึงแผ่นดินมังกรในช่วงแรก ๆ ในช่วงหลังราชวงศ์ฮั่นคือหลัง 767 ที่จีนได้เข้ามาในยุคสามก๊ก (767) บางท่านก็เชื่อว่าศาสนาพุทธได้เดินทางมาถึงประเทศจีนตั้งแต่ในช่วงปลายยุคราชวงศ์ฮั่นแล้ว) สถานะทางเพศของนักบวชอยู่ไม่ว่าจะเป็นเพศหญิง ดร. อภิสิทธิ์เวชชาชีวะนักวิชาการจากมหาวิทยาลัยปักกิ่งอุ้มท้องผู้เชี่ยวชาญในประเทศจีน จิวะนอร์ทเทอเรนจิโอนอร์ทเทิร์นเทวรูปแห่งความเมตตากรุณาบอกเล่าเรื่องราวของความรักของผู้หญิง อยู่ในยุคที่จีนเรียกว่ายุคห้าชนเผ่าสิบหกแคว้นซึ่งจะเริ่มขึ้นเมื่อ พ.ศ. 857 คือประมาณ 100 ปีหลังจากพุทธศาสนาได้ถูกเผยแพร่เข้ามาในดินแดนจีน อ.อชิรัชญ์ ยังระบุต่อไปด้วยว่า ในยุคสมัยต่อมาอย่างราชวงศ์ถัง อันเป็นยุคที่รุ่งเรืองที่สุดสมัยหนึ่งของจีน ได้มีจิตรกรในราชสำนักที่ชื่อ อู่เต้าจื่อ (มีชีวิตอยู่ระหว่าง พ.ศ.1223-1302) ได้วาดภาพพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ขึ้น โดยมีแบบมาจากหญิงสาวในราชสำนัก แต่ในสมัยนี้พระโพธิสัตว์ท่านก็ยังทรงครองเพศชายอยู่นะครับ เพราะอย่างน้อยท่านก็ยังทรงไว้พระมัสสุคือหนวด อยู่ที่เหนือริมพระโอษฐ์ แต่ถึงจะเป็นอย่างนั้น ในช่วงปลายของราชวงศ์ดังกล่าว (ราชวงศ์ถังสิ้นสุดลงเมื่อ พ.ศ.1450) ก็เริ่มมีความนิยมในการพูดถึงการจำแลงพระวรกายลงมาช่วยเหลือมนุษย์ ในรูปร่างต่างๆ ของพระอวโลกิเตศวร (อย่างที่เคยนิยมมาก่อนแล้วในอินเดีย) แน่นอนว่า หนึ่งในรูปจำแลงเหล่านั้นก็มีที่เป็น “ผู้หญิง” อยู่ด้วย แต่ก็ยังไม่มีการสร้างรูปของพระอวโลกิเตศวรในฐานะของผู้หญิงอยู่ดี เราต้องรอจนถึงยุคราชวงศ์ซ่งเหนือ (พ.ศ.1503-1669) โน่นเลย กว่าที่พระโพธิสัตว์พระองค์นี้ จะครองเพศเป็นผู้หญิงโดยสมบูรณ์ ดังจะเห็นได้ว่า ประติมากรรมจากวัดถ้ำม่ายจีซาน ที่สร้างขึ้นในยุคราชวงศ์ที่ว่า ได้สร้างรูปพระอวโลกิเตศวรครองเครื่องนุ่งห่มด้วยเสื้อคอปิด อย่างสตรีในยุคราชวงศ์ซ่ง ซึ่งก็คงจะได้รับอิทธิพลมาจากสิ่งที่สั่งสมกันมาข้างต้นนั่นแหละ อ.อชิรัชญ์ให้ข้อมูลทิ้งท้ายเอาไว้อย่างนั้น ผมรับฟัง อ.อชิรัชญ์ ด้วยความสบายใจ เพราะข้อมูลจากอาจารย์สาวโสดสนิทท่านนี้ ที่ชาวจีนเชื่อว่าคือ ปาง, พระชาติ หรือรูปจำแลงหนึ่งของ “พระอวโลกิเตศวร” ในรูปของผู้หญิง ซึ่งก็คือ “เจ้าแม่กวนอิม” นั่นเอง หลักฐานเก่าแก่ที่สุดของนิทานเรื่อง “เจ้าหญิงเมี่ยวซ่าน” พบอยู่บนศิลาจารึกสองหลัก ซึ่งมีอายุอยู่ในช่วงใกล้เคียงกันคือ จารึกที่เรียกว่า จารึกเจี่ยงจือฉี ตามชื่อของผู้สร้างจารึก ซึ่งถูกจารขึ้นเมื่อ พ.ศ.1643 แต่ถูกแก้ไข และเพิ่มเติมข้อความในอีก 4 ปีต่อมาคือ พ.ศ.1647 และสำเนาของชิ้นส่วนจารึกหมายเลข 02202 จากห้องสมุดฟู่ซือเหนียน (ห้องสมุดจีนศึกษาแห่งนานกัง ประเทศไต้หวัน, Library of the Academic Sinica at Nan Kang) ซึ่งระบุปี พ.ศ.1647 เช่นกัน แน่นอนว่าจารึกทั้งสองทั้งสองหลักนี้ว่ากันด้วยเรื่องบุญญาบารมีของ “เจ้าหญิงเมี่ยวซ่าน” พระชาติหนึ่งของ “พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร” ที่ถูกทรมานและทรกรรมโดยพระราชบิดาของพระนาง อันเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ “เจ้าแม่กวนอิม” ที่ชาวจีนทั้งหลาย ไม่ว่าจะแผ่นดินใหญ่ แผ่นดินเล็ก เกาะฮ่องกง หรือเกาะไต้หวัน รวมไปถึงบรรดาชาวจีนโพ้นทะเลรู้จักกันดีนั่นเอง แถมช่วงเวลาที่มีการจดจารจารึกทั้งสองหลักดังกล่าว มันตรงกันกับยุคที่จีนถูกปกครองโดยราชวงศ์ซ่งเหนือที่ อ.อชิรัชญ์ คนดีคนเดิมให้ข้อมูลว่า เริ่มมีการสร้างประติมากรรมพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวร ในรูปของผู้หญิง ซึ่งก็น่าจะพอเรียกได้ว่าคือ “เจ้าแม่กวนอิม” ในวัดถ้ำม่ายจีซานนั่นแหละนะครับ พูดง่ายๆ ว่าเรื่องของ “เจ้าหญิงเมี่ยวซ่าน” คือสิ่งที่มอบสิทธิธรรม และเติมเต็มความเป็นหญิง ให้กับพระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรในสังคมจีน แต่สิ่งที่น่าสนใจไปกว่านั้นก็คือว่า ทำไมชาวจีนจะต้องแปลงพระโพธิสัตว์พระองค์นี้ให้เป็นสาวด้วย? ในขณะที่พุทธศาสนาถูกเผยแผ่เข้ามาในสังคมอุษาคเนย์ของเรา เมื่อประมาณ พ.ศ.1000 นั้น ศาสนาดั้งเดิมคือศาสนาผี ให้ความสำคัญกับผู้หญิงเป็นหลัก ผีของเราจึงมักจะเป็น “ผีผู้หญิง” อะไรที่ใหญ่ๆ โตๆ ก็มักจะเรียกนำหน้าด้วยคำว่า “แม่” เช่น แม่น้ำ แม่พิมพ์ หรือแม้กระทั่งตำแหน่งของผู้ชายอย่างแม่ทัพ เรียกได้ว่า เป็นสังคมที่มีผู้หญิงเป็นใหญ่ และศาสนาพุทธ (รวมถึงพราหมณ์-ฮินดู ที่ก็อิมพอร์ตจากอินเดียเข้ามาเหมือนกัน) ก็คือศาสนาที่มอบอำนาจให้กับผู้ชาย มากกว่าที่เคยเป็นมา ดูง่ายๆ ก็จากนักบวช ที่ต้องเป็นเฉพาะผู้ชายนี่แหละ แต่เมื่อสมัยที่พุทธศาสนาแผ่กระจายเข้าสู่ดินแดนของพวกจีนนั้น ศาสนาขงจื๊อที่มอบอำนาจอย่างเต็มรูปแบบแก่ “ผู้ชาย” ได้ถูกสถาปนาเป็นศาสนาประจำจักรวรรดิแห่งราชวงศ์ฮั่นของพวกเขามานานนมแล้ว โดยเฉพาะในราชสำนัก ที่ใช้คำสอนของขงจื๊อเป็นหลักในการบริหารจัดการทั้งจักรวรรดิ และสังคมวัฒนธรรม ดังนั้น เมื่อศาสนาจากต่างแดนอย่างศาสนาพุทธถูกอิมพอร์ตเข้ามา จึงกลายเป็นที่พึ่งพิงของบรรดาผู้หญิงในจีนมันไปเสียอย่างนั้น ตัวอย่างที่เห็นชัดๆ ก็คือ การที่จักรพรรดินีพระองค์แรก และพระองค์เดียวของจีนอย่าง พระนางอู่เจ๋อเทียน (ที่ไทยเราชอบออกเสียงตามสำเนียงฮกเกี้ยนว่า บูเช็กเทียน ซึ่งมีชีวิตอยู่ระหว่าง พ.ศ.1167-1248) ที่ทรงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาอย่างแทบจะหาที่เปรียบมิได้ และก็ไม่ต้องสงสัยว่า บรรดาขุนนางที่แวดล้อมอยู่รอบพระวรกายของพระองค์ ส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ชายที่ยึดมั่นตามขนบความเชื่อแบบขงจื๊อแทบทั้งนั้น …..อ่านต่อ

วิธีการไหว้และถวายขององค์พระพิฆเนศ ต้องทำอย่างไร?

February 11, 2020 shantideva edit 0

เครื่องสังเวยหรือเครื่องบูชาแด่องค์เทพพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นองค์พระพิฆเนศองค์พระศิวะองค์พระแม่อุมาเทวีพระแม่ลักษณ ระแปลว่าการถวายของทั้ง 5 ศาสนาเป็นศาสนาประกอบฮานอยเพื่อบูชาด้วยกันหรือไม่ 1. มอบกำยานหรือขนมขบเคี้ยวหรือขนมขบเคี้ยว – จำนวนเงินที่ไม่ใช่สิ่งสำคัญที่เราควรจะได้รับ 3 ดอกหรือ 5 ดอกเทียนแบบไหนที่เราสามารถหาเทียนได้ ก็ได้ครับ 2. ถวายดอกไม้ดอกไม้ต่าง ๆ – ดอกไม้ดาวเรืองหญ้าป่าเถื่อนดอกชบาหรือดอกกุหลาบที่สามารถหาได้สะดวกหรือจะเป็นดอกไม้ดาวเรืองก็สามารถหาได้อร่อยครับ 3. ถวายอาหารผลไม้หรือขนม ผลไม้ตามเทศกาลหรือจะเป็นกล้วยมะพร้าวแก่ 4. นม จะเป็นกล่องนมหรือขวดนมหลาย ๆ อัน 5. ถวายน้ำสะอาด ขวดใหม่หรือน้ำสะอาด วิธีการไหว้และถวายองค์เทพ *นำปัญจอุปจาระบูชา ใส่พานร่วมกัน จุดกำยาน และเทียน และทำการถวายแด่องค์เทพ วิธีการถวาย สวดบทสรรเสริญองค์พระพิฆเนศ *สวดบทสรรเสริญ พระองค์“โอม ศรีคเนศายะ นะมะฮา 3 จบ” (ในกรณีที่มีเทพองค์อื่น สวดสรรเสริญท่าน ต่อจากองค์พระพิฆเนศ ได้เลย) *บอกชื่อ ที่อยู่ของตนให้ชัดเจน และขอพรในสิ่งหวัง ที่ปรารถนา เสร็จแล้ว กล่าว “โอม ศานติ ศานติ ศานติ” *ทำอารตีไฟ วิธีการทำการอารตีไฟ โดยการหมุนถาด (ที่มีเทียนและกำยานอยู่ด้วย ถ้าเป็นเทียนแท่งถวายพระไม่แนะนำเพราะอาจะเกิดอันตรายได้ครับ) วนตามเข็มนาฬิกา สวดบทสรรเสริญพระองค์ โอม ศรีคเนศายะ นะมะฮา ด้วยตนเอง หรือจะเปิดเพลงสรรเสริญถวายพระองค์และถวายอารตีก็ได้ครับ 3 จบ 5 จบ 9 จบ ก็ตามสะดวก เสร็จแล้วนำถาดไว้เบื้องหน้า คว่ำมือลงบริเวณไฟ แล้วกวักไฟเทวะเข้าตัว เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต ให้ไฟเทวะทำลายสิ่งอัปมงคลให้แก่เรา *ลาเครื่องสังเวย เราสามารถทำการลาเครื่องสังเวยได้ทันทีที่เราได้ไหว้เสร็จ เปรียบเสมือนองค์เทพประทานกลับมาให้เราได้บริโภคเพื่อความเป็นสิริมงคลในชีวิต เรียกการประทานกลับมาแบบนี้ว่า เทวประสารท+

คาถาบูชาพระพิฆเนศ บทสวดพระพิฆเนศ

February 8, 2020 shantideva edit 0

สำหรับในประเทศไทยนั้นมีการบูชาเทพต่าง ๆ ในศาสนาพราหมณ์อยู่มากมายยกตัวอย่างเช่นคนไทยมาช้านานคือพระพิฆเนศที่เราสามารถหารูปสลักภายในเทวรูปตามเมืองต่างๆ องค์พระพิฆเนศที่มีมา แต่โบราณและคาถาบูชาพระพิฆเนศมีมาตั้งแต่สมัยโบราณขอให้มีอำนาจหน้าที่ในดินแดนสุวรรณภูมิโดยรูปสลักที่ทำจากหิน ัดปราจันบุรีโดยถูกจัดแสดงอยู่ภายในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติพระนครกรุงเทพมหานคร พระคเณศหรือที่ชาวไทยนิยมเรียกกันว่าพระพิฆเนศ, พระพิฆเณศวร, พระพิฆเณศศ, พระพิฆเนศ, พระพิฆเนศ, พระพิฆเนศ, พระพิฆเนศ และการประพันธ์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมารแห่งการต่อต้านการก่อการร้ายหรือการต่อสู้เพื่อผู้ก่อการร้ายและการทำลายล้างโดยคนไทยที่ได้รับผลกระทบ 18 มหาเศรษฐีที่มีความสำคัญในการประกอบพิธีกรรมต่าง ๆ ทางศาสนาพราหมณ์ได้รับการเคารพบูชาเป็นครั้งแรกที่จะต้องมีพิธีการบูชาพระคาร์ดินัลในรูปแบบต่างๆ บรมครูผู้มีสติปัญญาและผู้ได้รับผลกระทบช่วยให้รอดพ้นจากการสูญเสียไปหมดแล้ว กระทรวงการต่างประเทศกรมศิลปากรและมหาวิทยาลัยศิลปากรการประดิษฐ์ บทสวดมนต์หรือคาถาบูชาพระพิฆเนศเพื่อบูชาพระพิฆเนศในแบบโบราณมีบทสวดมากขึ้นร้อยบทบทสำหรับชาวพุทธสามารถตั้งค่าได้นะโม 3 จบแล้ววาดรูปสวดมนต์บูชาเทพทางพราหมณ์ได้ เริ่มสวดบูชาพระพิฆเนศเป็นอันดับแรกแล้วต่อด้วยการสวดบูชาเทพองค์อื่น ๆ ที่กัดเพิ่มเติม ขั้นตอนการบูชาพระพิฆเนศ เพื่อการสวดมนต์คาถาบูชาพระพิฆเนศาสน์ที่ได้รับความเดือดร้อนจากการเลือกเวลาที่เงียบสงัดเช่นเช้าตรู่หรือก่อนนอน 1.นำของสังเวยทั้งหมด (น้ำ นม ผลไม้ ขนมหวาน) วางไว้หน้าเทวรูป 2.ดอกไม้ ถ้าเป็นช่อหรือดอกเดียวให้วางไว้ข้างหน้า ถ้าร้อยเป็นพวง สามารถนำไปคล้องที่พระกร หรือศาสตราวุธของเทวรูปได้ 3.จุดกำยาน ธูป ประทีป เทียน 4.การพนมมือ ให้พนมมือแบนราบติดกันนะครับ ไม่ใช่แบบดอกบัวตูม แล้วตั้งจิตให้สงบนิ่ง 5.เมื่อจิตสงบนิ่งแล้ว ก็เริ่มสวดบูชา… การสวดมนต์นั้น ท่านสามารถใช้บทสวดใดก็ได้เพียงบทเดียว หรือจะสวดหลายๆ บทให้ต่อเนื่องกันก็ยิ่งดี การสวดมนต์นั้น หากยังจำบทสวดหลายๆบทไม่ได้ ก็ให้เลือกมา 1 บทที่จำได้ส่วนใหญ่นิยมเป็น โอม ศรี คเณศายะ นะมะฮา หากมีเวลาน้อย สวดเพียง 1 จบก็เพียงพอ แต่ถ้ามีเวลามาก แนะนำให้ทำสมาธิด้วยการสวดมนต์ โดยวนไปเรื่อยๆ หรือจะเป็น 108 จบก็ดี 6. เมื่อสวดมนต์เสร็จแล้ว ก็ขอพรตามประสงค์ จากนั้นให้กล่าวคำว่า “โอม ศานติ…โอม ศานติ…โอม ศานติ” เพื่อขอความสันติให้บังเกิด เป็นอันเสร็จสิ้น จะบูชาอย่างไรก็ตาม หลักสำคัญ คือ ขณะสวดบูชาให้ตั้งสติให้แน่วแน่ สร้างบรรยากาศให้เกิดสมาธิ สวดมนต์ให้ถูกต้อง บูชาด้วยใจที่บริสุทธิ์ ไม่ขอพรด้วยความโลภ ไม่ขอพรที่มีการสาบแช่งผู้อื่น ไม่ขอพรด้วยความท้าทาย หากปฏิบัติขั้นตอนใดผิดพลาดก็ให้ขอขมา บารมีขององค์ท่าน ก็คุ้มครองเราได้ คาถาบูชาพระพิฆเนศบทสวดมนต์ง่ายๆ สำหรับบูชาพระพิฆเนศ หมายเหตุ : บทสวดของพราหมณ์-ฮินดู จะลงท้ายด้วย…นะมะห์ หรือ นะมะฮา หรือ นะมะหะ ใช้คำไหนก็ได้ไม่ผิดเพี้ยน ภาษาอังกฤษจะเขียนว่า NAMAH โอม ศรี คเณศายะ นะมะฮา ขอความสำเร็จในด้านต่างๆ มีโชค และมีทรัพย์เงินทอง สมความปรารถนา (บูชาแบบสั้นๆ เมื่อเดินผ่านตามเทวาลัย, วัดต่างๆที่พระพิฆเณศประดิษฐานอยู่) โอม พระพิฆเณศวร สิทธิประสิทธิเม มหาลาโภ ทุติยัมปิ พระพิฆเณศวร สิทธิประสิทธิเม มหาลาโภ ตะติยัมปิ พระพิฆเณศวร สิทธิประสิทธิเม มหาลาโภ (บทสวดของไทย สวดทุกวันเพื่อเป็นสิริมงคล) โองการพินธุ นาถังอุปปันนัง พรหมมะโน จะอินโธ พิฆฆะเนศโต มหาเทโว อะหังวันทา มิสัพพะทา สิทธิกิจจัง สิทธิกัมมัง สิทธิการิยัง ประสิทธิเม (พระพิฆเณศวร์ คาถาพระพิฆเณศวร์ใช้สวดเพื่อขอพรหรือปัดเป่าเหตุร้าย ) โอม ศรีคะเนศายะนะมะ ชะยะคะเณศะ ชะยะคะเณศะ ชายะคะเณศะ เทวา มาตา ชากี ปะระ วะตี ปิตามะหา เทวา ละฑุวัน กา โกคะ ละเค สันตะ กะเร เสวา เอก ทันตะ ทะยาวันดะ จาระ ภุชา ธารี มาเถ สินทูระ เสเห มูเส กี อะสะวารี อันธะนะ โก อางขะ เทตะ โก กายา พามณะนะ โก กุตรร เทตะ โกทินะ นิระทะนะ มายาฯ (คาถาบูชาพระพิฆเนศ ใครบูชาจะพ้นจากอุปสรรค ประสบความสำเร็จ)

ทำอารมณ์พระนิพพานให้เต็มอยู่ในใจเสมอ

February 7, 2020 shantideva edit 0

ความดีหรือความชั่วก็เป็นเหมือนคำอธิบายที่แตกต่างกันขึ้นมาเอง? พระอาจารย์กล่าวว่าการเดินทางไปพระนิพพานนั้นเป็นการสั่งสมความดีในการล้างบาปในระดับสูงได้อย่างไร? แล้วสภาพจิตใจก็จะถูกวางลงไปเองรู้สึกว่าเต็มแล้วพอแล้วเมื่อถึงเวลาที่ดีก็ไม่สามารถยึดไว้ได้และก็ไม่ได้เอาไว้ ติก็ไม่เอาก็จะแล่นกลางไปเอง ถึงวาระนั้นก็เป็นคนธรรมดายิ่งกว่าคนธรรมดารู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่ก็ไม่เป็นเช่นนั้นจริง ๆ ดังนั้น … ผู้ดีที่ประสบความสำเร็จ ก็มาถึงพระนิพพานด้วยตัวเองเป็นตัวตนอยู่ที่ไหนก็เป็นพระนิพพานพระนิพพานก็ไม่ได้อยู่ที่ใจเรานี่แหละเพียงแต่ว่าช่วยให้เข้าถึงได้ง่าย แต่ก็ต้องผจญภัยทางโลกเขาว่าอะไรดีเราก็ไปทำอะไรไม่ได้ ถาม: สิ่งที่เรียกว่าดีจริงหรือความจริงก็เหมือนกัน ตอบ: ถ้าอย่างนั้นเราต้องมีนักสู้ไหมเล่า? ไม่เคารพเขาก็ตื้บเราสิ เห็นว่าสิ่งที่ดีจริง ๆ เป็นเรื่องไร้สาระรู้ว่าอะไรดีจริง ๆ แล้วรู้ว่าสิ่งที่ชั่วร้ายก็จริง หลวงปู่มหาอำพันคุณป้อนบาตรทุกเช้าถ้าอาตมาอยู่ด้วยก็ต้องเตรียมข้าวเหนียวและนิมนต์พระทากี้พอมาถึงหลาย ๆ คน แต่ก็ไม่ได้ทำเช่นนี้ กินไม่ไหวใช้ไม่หมดแล้วยังต้องไปทำกันอีกไหมครับ? “ ท่านบอก “อะไรกันคุณ..? คนที่สามารถไต่ขึ้นมาจนถึงปากเหวได้ มีแต่ต้องตะกายใปให้ไกล ๆ จะได้ไม่หล่นตุ้บกลับลงไปอีก” แล้วก็พยายามสร้างความดีต่อไปโดยไม่ประมาท พ้นไปด้วยดีแล้ว แต่ในเมื่อทางสมมติโลกเขาถือว่าดีก็ทำไปเรื่อย อันดับแรก…เพื่อความไม่ประมาท อันดับที่สอง…เป็นแบบอย่างให้กับลูกศิษย์หลานศิษย์ทั้งหลายได้ทำตาม หลวงตามหาบัวทำไมต้องตั้งโครงการช่วยชาติ ? ทำไมพระท่านโน้นสร้างโรงพยาบาล พระท่านนี้สร้างโบสถ์ พระท่านโน้นสร้างสำนักปฏิบัติธรรม ? บางท่านเราก็รู้ว่าท่านพ้นแล้ว แต่ท่านก็ยังทำอยู่ ท่านทำเพราะว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดี ทำเพราะว่าสิ่งนั้นเป็นหน้าที่ ทำเพื่อให้ลูกศิษย์หลานศิษย์ได้เห็นเป็นแบบอย่างจะได้ทำตาม