พระมหาโมคคัลลานเถระ

พระมหาโมคคัลลานเถระ อัครสาวกเบื้องซ้ายผู้มีฤทธิ์มาก

April 21, 2019 shantideva 0

พระมหาโมคคัลลานเถระ นามเดิมว่า “โกลิตะ” เป็นบุตรพราหมณ์ หัวหน้าหมู่บ้านโกลิตะคาม ซึ่งอยู่ใกล้กับหมู่บ้านอุปติสสะคาม ท่านมีเพื่อนกินเพื่อนเที่ยวด้วยกันชื่ออุปติสสะ ชีวิตในวัยหนุ่มของท่าน ก็เช่นเดียวกับชีวิตพระสารีบุตร คือ ได้เป็นศิษย์ของอาจารย์สัญชัยเวลัฏฐบุตร เมื่อเบื่อหน่ายลัทธิคำสอนของอาจารย์สัญชัย ก็พากันแสวงหาทางใหม่ อุปติสสะได้พบกับพระอัสสชิ และได้ฟังธรรมจากท่าน จนบรรลุโสดาปัตติผล จึงนำมาบอกแก่โกลิตะ โกลิตะได้ฟังก็บรรลุเป็นพระโสดาบันเช่นกัน ทั้งสองจึงพากันไปบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า (ดังรายละเอียดเล่าไว้แล้ว) หลังจากบวชแล้ว โกลิตะได้นามเรียกขานในหมู่บรรพชิตว่า โมคคัลลานะ ท่านไปบำเพ็ญเพียรทางจิต ณ หมู่บ้านกัลลวาลมุตตคาม แต่ไม่สามารถบังคับจิตให้เป็นสมาธิได้ เพราะถูกความง่วงครอบงำ พระพุทธองค์ทรงเสด็จมาประทานโอวาทบอกวิธีแก้ง่วง ๗ ประการให้ท่านดังนี้ ๑. ถ้ามีสัญญาอย่างไรอยู่ เกิดความง่วง ให้นึกถึงสัญญานั้นให้มาก หมายความว่า ถ้านึกคิดเรื่องใดอยู่แล้วเกิดความง่วงก็ให้กำหนดสิ่งนั้นให้มากกว่าเดิม แล้วความง่วงจะหาย ๒. ถ้ายังไม่หาย ให้พิจารณาถึงเรื่องราวที่ได้ยินได้ฟังมา หรือที่เล่าเรียนมา ความง่วงจะหาย ๓. ถ้ายังไม่หาย ให้ท่องข้อความที่กำลังอ่านอยู่ หรือนึกถึงอยู่ดังๆ ความง่วงก็จะหาย ๔. ถ้ายังไม่หาย ให้ยอนหูทั้งสองข้าง คือเอาอะไรแยงหู แหงนดูทิศทั้งหลาย ความง่วงจะหาย ๕. ถ้ายังไม่หาย ให้ลุกขึ้นเอาน้ำล้างหน้า แหงนดูทิศทั้งหลาย ความง่วงจะหาย ๖. ถ้ายังไม่หาย ให้นึกถึง “อาโลกสัญญ” คือ วาดภาพถึงแสงสว่าง ความง่วงจะหาย ๗. ถ้ายังไม่หาย ให้เดินจงกรม คือ เดินกลับไปกลับมา ความง่วงก็จะหาย พระพุทธองค์ตรัสว่า ให้ปฏิบัติตามวิธีทั้ง ๗ นี้ ความง่วงจะหายไปแน่นอน แต่ถ้าไม่หายจริง ๆ ก็ให้นอนท่าสีหไสยาสน์ คือ ให้นอนเสีย (รับรองว่าคราวนี้หายสนิท ถึงขึ้นกรนครอกฟี้ทีเดียว) จากนั้น พระพุทธองค์ทรงประทานโอวาทให้ท่านพิจารณาถึงเวทนาว่า เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ท่านปฏิบัติตามพระโอวาทแล้วได้บรรลุพระอรหัต ในวันที่ ๗ หลังจากอุปสมบท ผลพวงจากการได้บรรลุพระอรหัตผลของท่าน ก็คือท่านได้อภิญญา (ความสามารถพิเศษ) คือ มีอิทธิฤทธิ์ด้วย จึงได้รับยกย่องจากพระพุทธองค์ว่าเป็นผู้เลิศกว่าผู้อื่นในทางมีฤทธิ์มาก และได้รับแต่งตั้งเป็น “อัครสาวก” เบื้องซ้ายคู่กับพระสารีบุตรอัครสาวกเบื้องขวา ความที่ท่านมีฤทธิ์มาก ท่านจึงได้ใช้อิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์เป็น “สื่อ” หรือเป็น “เครื่องมือ” ชักจูงคนมิจฉาทิฐิที่มีฤทธิ์ ให้คลายจากความเห็นผิด แล้วหันมานับถือพระพุทธศาสนามากมาย บางครั้งก็ได้รับพุทธบัญชาไป “ปราบ” ผู้มีฤทธิ์ที่เป็นมิจฉาทิฐิ ทำให้เกียรติคุณของพระพุทธเจ้าและพระพุทธศาสนาแพร่ขยายไปอย่างรวดเร็ว มีผู้เข้ามาบวชเป็นสาวกของพระพุทธองค์มากขึ้นตามลำดับ ข้อนี้แลได้สร้างผลกระทบต่อลัทธิอัญเดียรถีย์อื่นๆ มาก จนถึงกับว่าจ้างพวกโจรมาฆ่าพระโมคคัลลานะ เพื่อ “ตัดมือตัดเท้า” ของพระพุทธเจ้า พวกโจรมาล้อมกุฏิของพระโมคคัลลานะถึง ๓ ครั้ง แต่ท่านก็เข้าฌานเหาะหนีไปได้ทั้ง ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๔ ท่านไม่หนี จึงถูกพวกโจรทุบจนกระดูกแหลกละเอียด พวกโจรนึกว่าท่านตายแล้วจึงพากันหนีไป พระเถระดำริว่า ยังไม่กราบทูลลาพระพุทธเจ้า จะนิพพานไม่ได้ จึงประสานร่างให้คงคืนตามเดิมด้วยอำนาจฌานสมาบัติ เหาะไปกราบทูลลาพระพุทธองค์ ……….แล้วก็นิพพาน

พระอนุรุทธะ

พระอนุรุทธเถระ สดมภ์หลักในวาระสุดท้ายแห่งพระพุทธองค์

April 21, 2019 shantideva 0

พระอนุรุทธเถระ พระเถระรูปนี้เป็นพระ “สหภูมิ” (คือถือกำเนิดในเมืองกบิลพัสดุ์ อันเป็นเมืองมาตุภูมิของพระพุทธองค์) รูปหนึ่งที่ออกบวชเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ท่านเป็นโอรสของพระเจ้าอมิโตทนะ พระอนุชาธิราชของพระเจ้าสุทโธทนะ มีพระเชษฐาร่วมพระอุทร คือ เจ้าชายมหานามะ และกนิษฐา คือ นางโรหิณี เจ้าชายอนุรุทธะเป็นคนที่สุขุมาลชาติมาก

พระสารีบุตรเถระ

พระสารีบุตรเถระ อัครสาวกเบื้องขวา

April 20, 2019 shantideva 0

พระสารีบุตรเถระ อัครสาวกเบื้องขวา ผู้กราบทูลให้พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติพระวินัย เพื่อความดำรงมั่นแห่งพระสัทธรรม พระสารีบุตร เป็นชาวเมืองราชคฤห์โดยกำเนิด มารดาท่าน คือนางสารีพราหมณี บิดาท่านนามว่า วังคันตพราหมณ์ เป็นนายบ้านอุปติสสะคาม อุปติสสะมีสหายรักคนหนึ่งนาม โกลิตะ เป็นบุตรแห่งบ้านโกลิตะคาม

พระอัญญาโกณฑัญญเถระ พระผู้เฒ่าอดีตโหราจารย์

April 20, 2019 shantideva 0

พระอัญญาโกณฑัญญะ เดิมชื่อ โกณฑัญญะ เป็นบุตรของพราหมณ์ตระกูลโทณวัตถุ เมืองกบิลพัสดุ์ เรียนจบไตรเพท เชี่ยวชาญในพยากรณ์ศาสตร์จึงได้รับเชิญไปทำนายพระลักษณะ และขนานพระนามเจ้าชายสิทธัตถะด้วยผู้หนึ่ง ในจำนวนพราหมณ์ทั้งหมด ๘ คนนั้น ท่านโกณฑัญญะหนุ่มแน่นกว่าพราหมณ์ทั้งหมด ในขณะที่พราหมณ์อื่นๆ

พระกุมารกัสสปเถระ พระธรรมกถึกที่สามารถเทศนากลับใจคน

April 18, 2019 shantideva 0

พระกุมารกัสสปเถระ เป็นพระเถระอีกรูปหนึ่งที่มีชื่อเสียงในการเทศนากลับใจคนที่มีมิจฉาทิฐิให้เข้าใจถูกต้อง ท่านรูปนี้มีชีวิตค่อนข้างพิสดารก่อนที่จะมาบวช ท่านเป็นบุตรนางภิกษุณี นางภิกษุณีผู้เป็นมารดาของท่านตั้งครรภ์โดยไม่รู้ตัวมาก่อนบวช บวชมาแล้ว เมื่อครรภ์โตขึ้นปรากฏต่อสายตาประชาชน พระเทวทัตผู้ดูแลภิกษุณีกลุ่มหนึ่ง

สามเณรกัณฏกะ

สามเณรกัณฏกะ

April 18, 2019 shantideva 0

สามเณรกัณฏกะ ผู้เป็นสาเหตุให้พระพุทธองค์ทรงวางกฎเข้มงวด ไม่ให้สามเณรทั้งหลายประพฤติเอาเยี่ยงอย่าง ในพระวินัยปิฎก กล่าวว่า เดิมทีเหล่าภิกษุอุปสมบทให้แก่เด็กๆ จำนวน ๑๗ คน เรียกว่า “สัตตรสวัคคีย์” (พวก ๑๗ คน) เด็กเหล่านี้มีอุบาลีเป็นหัวหน้า เป็น “พระเด็ก” รุ่นแรกก็ว่าได้ พอบวชมาได้ไม่กี่วัน ก็ร้องไห้กระจองอแงหิวข้าวขึ้นมาก็ร้องจะกิน

พระมหาปชาบดีโคตมี พระอรหันต์หญิง

April 16, 2019 shantideva 0

พระนางมหาปชาบดีโคตมี เป็นราชธิดาของพระเจ้าอัญชนะ เป็นพระกนิษฐภคินีของพระนางสิริมหามายา พระพุทธมารดา เป็นพระน้านางของเจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อเจ้าชายประสูติได้ ๗ วัน พระราชมารดาก็ได้สิ้นพระชนม์ พระเจ้าสุทโธทนะทรงมอบภาระให้พระนางมหาปชาบดีโคตมี พระน้านาง เลี้ยงดูเจ้าชายสิทธัตถะประดุจหนึ่งว่าเป็นพระโอรส

พระอัสสชิเถระ

พระอัสสชิเถระ อาจารย์พระสารีบุตร

April 16, 2019 shantideva 0

พระอัสสชิเถระ เป็นบุตรพราหมณ์แห่งกรุงกบิลพัสดุ์ บิดาท่านเป็นหนึ่งในจำนวนพราหมณ์ทั้ง ๘ ที่ได้รับเชิญไปทำนายพระลักษณะ และขนานพระนามเจ้าชายสิทธัตถะ เมื่อเจ้าชายสิทธัตถะเสด็จออกผนวช โกณฑัญญพราหมณ์ คนเดียวในจำนวน ๘ คน ครั้งนั้น ผู้เชื่อมั่นว่าเจ้าชายจะได้ตรัสรู้แน่นอน จึงชวนท่านอัสสชิพร้อมสหายไปเฝ้าปรนนิบัติ

พระกษิติครรภโพธิสัตว์

April 16, 2019 shantideva 0

พระกษิติครรภโพธิสัตว์ ทรงเคยถือกำเนิดเป็นบุตรีในสกุลพราหมณ์ ครอบครัวหนึ่ง บิดาชื่อ “ชีรชิณณพราหมณ์” มารดาชื่อ “ยัฏฐีลีพราหมณี” บิดาได้ถึงแก่กรรมก่อนมารดา จึงทำให้อาศัยอยู่กับมารดาตลอดมา พระองค์ซึ่งเสวยพระชาติเป็นพราหมณี เป็นผู้มีความละอายและเกรงกลัวต่อบาป เป็นคนใจดีมีเมตตา อยู่ในศีลในธรรม

โพไซดอน เทพเจ้าแห่งท้องทะเลและมหาสมุทร

April 14, 2019 shantideva 0

โพไซดอน เป็นหนึ่งในสิบสอง เทพเจ้าโอลิมปัส ในเทพปกรณัมกรีก พระราชอาณาเขตหลักคือมหาสมุทร และพระองค์ทรงได้รับขนานพระนามว่า “สมุทรเทพ” นอกจากนี้ พระองค์ยังทรงได้รับขนานพระนามว่า “ผู้เขย่าโลก” (Earth-Shaker) เนื่องจากบทบาทของพระองค์ในการก่อแผ่นดินไหว และ “ผู้กำราบม้า” (tamer of horses)